มือใหม่หางานทำได้แล้วควรทำตัวอย่างไร

สำหรับคนที่เพิ่งจบมาใหม่ๆ หรือว่า คนที่ยังกำลังเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานอยู่ในระดับต้นๆ นี้คือโอกาสทอง สำหรับการก้าวหน้าและพัฒนาชีวิตการทำงานซึ่ง หลายๆ อย่างอาจจะเป็นของใหม่ และต้องใช้เวลาปรับตัวพอสมควร เพื่อให้สามารถ “อยู่รอด” ได้ในยุคการแข่งขันที่รุนแรง ข้อคิดเล็กๆ เหล่านี้น่าจะเป็นแนวคิดที่ดีสำหรับ คนทำงานได้ ลองนำไปปรับใช้กันดูนะครับ

10 ข้อของการเริ่มต้นการทำงาน

1.เรียนรู้งานให้ไว
จริงอยู่ว่า เราเพิ่งเข้ามาทำงาน อาจจะไม่รู้ระบบ วัฒนธรรมองค์กร วิธีปฎิบัติต่างๆ ของรุ่นพี่ ที่นี้ ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือ เรียนรู้งานให้ไว เอาเนื้องานที่เราต้องรับผิดชอบ ศึกษาจากเนื้องานว่าเราต้องทำอะไร อย่างไร และเรียนรู้จากรุ่นพี่ บางบริษัทที่มีระบบก็จะมีการเทรนงานจากหัวหน้าหรือว่า รุ่นพี่ สมมติว่า เราทำงานเป็น เซลล์ เพิ่งเข้าสู่วงการขายเป็นต้น ก็อาจจะมีรุ่นพี่ หรือว่าหัวหน้า เข้ามาประกบคอยแนะนำ และพาไปหาลูกค้า พาไปดูสถานที่ทำงานจริงๆ และให้เห็นการทำงานจริงๆ ว่าต้องทำอย่างไร ต้องเจราจาอย่างไร ขึ้นอยู่กับแต่ละองค์กรว่า มีวิธีการ หางาน อย่างไร บางแห่งก็มีการเทรนงานให้ บางแห่งก็ไม่มีให้เรียนรู้เอาเอง แต่ไม่ว่า จะอยู่ในองค์กรไหนก็ตาม หน้าที่เรียนรู้งานเป็นหน้าที่ของคุณ ที่จะต้องเรียนรู้ให้งานให้ไวที่สุด เพื่อประหยัดต้นทุนเวลาที่เราจะทำงานให้มากที่สุด เรียกว่า ไม่มีเวลา “ฮันนีมูน” เพื่อสร้างผลงานให้ผ่านช่วงโปรการทำงานไปให้ได้

2. ผิดพลาดได้ แต่อย่าซ้ำซาก
สี่ตีนยังรู้พลาด ไปตลาดยังรู้เผลอ …(สุภาษิตเวอร์ชั่นไหนฟระนั่น ) ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะกับมือใหม่หัดทำงานอย่างพวกเรา ดังนั้น สิ่งที่ทำได้ก็คือเรียนรู้ความผิดพลาดแล้วแก้ไข ในการทำงานจริงๆ นั้น ขอให้เราตระหนักไว้ว่า อย่าผิดพลาดในเรื่องเดิม ๆ บ่อย ๆ เพราะจะทำให้เป็นเป้าหมายของการประเมินผลงานว่าทำไม แกผิดพลาดเรื่องเดิมๆ บ่อยๆ ให้แก้ไขตัวเอง แต่อย่าแก้ตัว …จำไว้ว่า เรากำลังมองหาเรื่องเดือดร้อนมาใส่ตัว ถ้าไม่รู้จักเรียรู้ จากความผิดพลาดของตัวเอง

3. เด็กใหม่ ทำใจให้เป็นผู้ใหญ่ รับผิดชอบ ตรงต่อเวลา มีวินัย
ความเป็นเด็กใหม่ อาจจะทำให้เราคิดว่า เรายังสามารถทำอะไร แบบเด็กๆ เล่นๆ ได้แม้แต่ในที่ทำงาน ก็น่าจะไม่มีปัญหาหรือว่า ยังมีโอกาสปรับปรุงได้ ใช่จริงอยู่ส่วนหนึ่ง แต่จะดีกว่าไหมครับว่า ถ้าเรา หางาน อย่างเป็นผู้ใหญ่มากกว่า สำหรับเด็กจบใหม่ หรือว่าน้อง ๆ ที่เพิ่งลงสนามทำงานเป็นครั้งแรก จงจำไว้ว่า ต้องรับผิดชอบ ต้องอดทน ต้องตรงต่อเวลา สำคัญมากๆ เรื่องพวกนี้ เพราะฝ่ายบุคลล กำลังประเมินผลงานของคุณผ่านทาง สิ่งเหล่านี้ด้วยเหมือนกัน บางคนมาทำงานสายประจำ ลาบ่อย มีธุระกิจบ่อยเกินไป ทำให้พลาดที่จะได้รับการประเมินงานให้ผ่านโปร … อย่าลืมว่า เราโตขึ้นมาจากอุดมศึกษาแล้ว และการเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการทำงานเป็นบทพิสูจน์ถึงคุณค่าและฝีมือของเรา อย่าทำเป็นเล่นไปเริ่มต้น มาทำงานตั้งใจ อย่าสาย อย่าลาบ่อย ถ้าไม่จำเป็น พิสูจน์ให้คนในองค์กรเห็นว่า เราทำงานอย่างมืออาชีพ ไม่ใช่ มือสมัครเล่น ให้มันรู้กันไป …

4. กล้านำเสนอ มองหาโอกาสเพิ่มศักยภาพตัวเอง
แม้จะเป็นพนักงานป้ายแดง ก็อย่าเพิ่งคิดว่าจะต้องเดินตามสเตปที่องค์กรวางไว้อย่างเดียว เทคนิคที่ควรจำใส่กระโหลกน้อยๆ ของเราไว้ก็คือ … วิ่งเข้าหาโอกาสให้ได้ครับ การที่เราทำงานมาระดับหนึ่งแล้ว ต้องหัดที่จะนำเสนอผลงาน มองหาโอกาสให้กับตัวเอง ลองอาสา หางาน อื่นๆ ที่ไม่ใช่หน้าที่ของเราดูบ้าง และอาจจะหาโอกาสเสนอความคิดใหม่ๆ ให้แก่เจ้านายอย่างถูกต้อง ไม่ข้ามหน้าข้ามตาคนอื่น เพื่อที่จะสร้างผลงานให้เข้าตากรรมการดูบ้าง จากประสบการณ์การทำงานของข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าค้นพบว่า เมื่อเรามีไอเดียบรรเจิดอะไร หรือว่า ความคิดที่เข้าท่า (ในมุมมองของเรา) แต่อาจจะไม่ใช่มุมมองของเจ้านาย แต่ก็ไม่เป็นไร ให้เสนอความคิดดีๆ ที่เราคิดไว้ เพื่อให้เจ้านายได้เห็นว่า เราตั้งใจที่จะทำงาน เราอยากจะพัฒนาองค์กร แผนก และปรับเปลี่ยนอะไรบางอย่างให้ ดีขึ้น … และไม่ต้องกลัวว่าใครจะหาว่าเรา “Offside ล้ำหน้า” ทำเกินหน้าที่ และอยากจะดัง อยากจะเด่น … บอกได้คำเดียว ว่า ช่างแมร่งง !!!! เพราะอนาคตความก้าวหน้าอยู่ที่คุณเองที่จะวิ่งเข้าหาโอกาสในการก้าวหน้าและพัฒนาการทำงานของตัวเอง ไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงานใหม่ถอดด้าม หรือว่า เก่าฝังดินมากี่สิบปีก็ตาม ความคิดที่จะเสนอมุมมองใหม่ๆ ก็จำเป็นเสมอสำหรับการทำงานครับ …

5. เลือกคบเพื่อนร่วมงาน เพื่ออนาคตตัวเอง
สุภาษิตไทย โบราณ เก่าคร่ำครึ แต่ เนื้อหากินใจตลอดที่ผ่านมา ที่บอกว่าคบคนพาล พาลไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิต พาไปหาวงออเคสต้า !!! (บัณฑิต อึ้งรังษี) … อ้าว ไม่ใช่หรอ คบบัณฑิต บัณฑิต ก็จะพาไปหาผล … ต่างหาก นี้คือความจริงที่ปฎิเสธไม่ได้ว่า เพื่อนเป็นอีกองค์ประกอบที่ช่วยให้เราสามารถทำงานได้อย่างดี มีความสามัคคี หรือว่า จะเป็นตัวถ่วงความเจริญให้เราได้ …การรู้จับคบเพื่อนร่วมงานเป็นอีกศาสตร์และศิลป์ ที่น้อยคน จะพูดถึง … แต่สำหรับผม ผมจะแฉให้ฟัง และบอกว่า เมื่อคุณเข้ามาทำงานและเรียนรู้จักคบเพื่อนให้ดี คุณจะมีตัวช่วยที่ดีมากในการสนับสนุนให้คุณก้าวหน้า เพื่อนที่ดีจะส่งเสริมให้การ หางาน ทำลุล่วงด้วยดี ไม่เห็นแก่ตัว รู้จักแบ่งปันความรู้ช่วยเหลือกันทำงาน และสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน แต่เพื่อนที่ชั่วร้าย (Evil) .. จะปิดช่องทางต่างๆ ไว้จากคุณ จะนินทา ว่าร้าย เรากับคนอื่น จะพยายามไม่แบ่งปันสิ่งดีๆ เวลาเจออะไรดีๆ จะเก็บไว้คนเดียว เห็นแก่ตัว ขี้งก ไม่ยอมมีมิตรกับเรา บางครั้งก็แกล้งยิ้ม ทำเป็นดี กับเรา แต่ในใจนั้น มีเจตนาที่ไม่ดีแอบแฝงกับเรา เหมือนฝ่ายค้านที่ร่วมเจรจาปองดองกับรัฐบาล แกล้งประนีประนอม แต่ลับหลัง แทงกันเกือบตาย เวรเอ๋ย !!! มีให้เห็นกันบ่อย ๆ ในวงการเมืองบ้านเราTips for การเลือกคบเพื่อนร่วมงานสไตล์ Panda Smile ลองวิธีนี้ดู หาเวลาว่างๆ นั่งคำนวณเพื่อนที่ทำงานว่า มีกี่คนที่ทำงานด้วยแล้วมีความสุข และสังเกตพฤติกรรม และเรียนรู้นิสัยการทำงานแต่ละคนให้ได้ว่า แต่ละคนมี Character อย่างไร นิสัยใจคอ พฤติกรรม และสันดานเพื่อนด้วยก็ได้ ถ้ามันแรงกว่านั้น … แบ่งการคบเพื่อนให้ ความสนิทสนม และให้ช่องว่างการคบเพื่อน มีช่องว่างระหว่างกันเพียงพอ เหมาะสม เพื่อที่จะไม่ ถ่วงความเจริญ ของเรา … เราไม่จำเป็นต้องสนิทกับเพื่อนร่วมงานกันไปทุกคน ทุกวาระ เพียงแต่รักษาน้ำใจต่อกันในที่ทำงาน สื่อสารพูดคุยเท่าที่จะเป็น และเรียนรู้ที่จะบริหารความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานอย่างสร้างสรรค์ เลิกนิสัยที่จะเอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน เลิกนินทาเจ้านาย หรือรวมตัวกันนินทาเพื่อนร่วมงานอื่นๆ ในบริษัท ให้คิดว่า เรามาทำงาน ไม่ได้มานั่งเมาท์ใครในที่ทำงาน !!!!

6. บริหารเวลาทำงานให้ดี
เวลาเป็นสิ่งสำคัญมากๆ สำหรับการทำงาน หากเราเรียนรู้ที่จะทำงานอย่างเป็นระบบ และรักษาเวลาให้ดี เราจะพบว่า เรามีเวลาเพียงพอที่จะ หางาน และจัดการกับชีวิต เรื่องส่วนตัวได้เยอะแยะมาก เพียงแต่เราต้องตระหนัก และรักษาเวลาการทำงานให้ดี ก็เท่านั้นเอง… วิธีง่าย ๆ ที่อาจจะทำยากสำหรับใครหลายคนก็คือ การจดสิ่งที่จะต้องทำว่า วันนี้ เราจะทำอะไรบ้าง และลิสต์เป็นหัวข้อๆ ออกมาให้เห็นภาพว่า เรามีสิ่งกี่สิ่งที่จะต้องทำ แล้วค่อยๆ ลงมือไป จนเสร็จเป็นอย่างๆ แต่ในระหว่างที่ทำก็มักจะมีสิ่งอื่นเข้ามาแทรก เป็นต้นว่า โทรศัพท์จากลูกค้า เจ้าหน้าที่มาส่งเอกสาร มีเรื่องด่วนจากเจ้านายให้รีบอีเมลล์ด่วนหรือว่าจะต้องตรวจงานบางอย่างที่สำคัญกะทันหัน … ให้รีบจัดการแล้วกลับเข้าสู่ Normal Mode ปกติที่เราวางไว้ว่าจะทำอะไรบ้างทันทีถ้าเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า เช้าวันนี้เราจะทำอะไรบ้าง เรากำหนดออกมาให้เป็นงานที่เราจะทำ แล้วลงมือทำทันที แค่นี้เราก็จะเวลาเพียงพอสำหรับการทำงาน เพียงแต่ว่าเราต้องมีวินัยกับตัวเองมากพอ มิใช่ว่า เช้ามาเดินทอดน่องไปคุยกับเพื่อนในแผนกอื่นก่อน แล้วย้ายมากดกาแฟกินอีกสิบนาที แวะเข้าห้องน้ำอีกสักพักก่อนที่จะออกไปกินข้าวเช้าอีกยี่สิบนาที แล้วค่อยมา update Status Facebook อีกสิบนาที … แล้วค่อยมานั่งเก้าอี้ นึกว่าจะทำอะไรบ้าง นึกไปนึกมาอีกสามนาที กว่าจะได้เริ่มงาน ก็ สิบโมงกว่าๆ !!!! แบบนี้ ถือว่าบริหารเวลาได้ดีมากๆ (ขอชมเชยจากหัวใจ) …

7. อย่าเอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องทำงาน
เรื่องบางเรื่อง ก็ไม่ควรนำมาผสมกันกับที่ทำงาน และสร้างความปวดหัวให้กับตัวเอง และคนอื่น ถึงรู้ว่ามันจะต้องมีผลกระทบแน่นอนก็ตาม เช่นว่า แฟนบอกเลิก… น้องหมาที่บ้านผ่าตัด ตัวเองไม่สบายใจเรื่องน้องชายหนีออกจากบ้าน เรากินไม่ได้นอนไม่หลับโดนโกงแชร์ไป คิดมาก ทำงานไมได้ กระสับกระส่าย คุณแม่ไม่สบายกระทันหัน นอนโรงพยาบาล อาการโคม่า ฯลฯ …… สารพัดเรื่องราวที่ไม่ได้เกี่ยวกับงาน ขอให้เราแยกแยะให้ออก แล้วตั้งสติให้ดี แล้วเริ่มต้นทำงานให้ดีที่สุด จริงอยู่ว่า เรื่องราวหลายเรื่อง มีผลกระทบต่อจิตใจของเราอย่างมาก และส่งผลกระทบต่อความรู้สึกในการทำงาน แต่เชื่อหรือไม่ว่า ร้อยละ 78 % ของเรื่องราวส่วนตัวของพนักงาน นั้น ส่งผลกระทบต่อการทำงานและทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงได้อย่างไมน่าเชื่อ เพราะมันมีความเกี่ยวโยงกัน เพียงแต่ประเด็นที่จะชี้ให้เห็นว่า เรื่องราวส่วนตัวต่าง ๆ ขอให้รับรู้กันเฉพาะเพื่อนร่วมงานที่สนิทกันจริง ๆ และอย่าทำให้ งานหลักต้องเสีย !!!
ขอแค่เพียงแยกแยะ ว่าเรื่องไหนเรื่องส่วนตัวเรื่องไหนเป็นเรื่องงาน และจัดระบบชีวิตให้ดี ทุกอย่างมีทางออกของมัน งานก็จะได้เดินต่อไป เรื่องราวส่วนตัวก็ค่อยๆ จัดการไปให้ได้

8. อย่างสับสนบทบาทหน้าที่ของตัวเอง
เรื่องใหญ่ใจความก็คือ เราต้องชัดเจนกับ Job Description ของตัวเองให้ได้ว่าบริษัทจ้างคุณมาทำงานอะไร ต้องหาคำตอบให้ได้ ว่า เราทำงานตำแหน่งอะไร เช่นว่า บริษัทจ้างคุณมาทำบัญชี จ้างคุณมาทำหน้าที่ฝ่ายการพัฒนากาตลาด หรือว่า จ้างให้มาทำหน้าที่ขาย บริการลูกค้า เพราะบ่อยครั้งเราสับสนกับตำแหน่งและความรับผิดชอบของตัวเองบ่อยครั้ง เรากลับไปทำอย่างอื่น แทน เพราะเราไม่ได้ชัดเจนกับตำแหน่งของตัวเอง แต่ในกรณีนี้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำอย่างอื่นไม่ได้ แต่ขอให้หน้าที่หลักของเรานั้น สมบูรณ์และรับผิดชอบอย่างดีที่สุดแล้ว เราอาจจะหาช่องทางในการเติบโตกับบทบาทอื่น ๆ ในองค์กร เพื่อการเรียนรู้งานและท้าทายความสามารถของตัวเอง ผมเคยเจอเพื่อนร่วมงานบางคน ที่สับสนกับบทบาทของตัวเองอย่างมาก คือว่า ตำแหน่งเค้าคือ เซลล์ แต่ดันไปทำหน้าที่ประสานงานซะอย่างงั้น ส่วนหน้าที่หลักนั้นก็ละเลย และทำให้ยอดขายตกต่ำ และโดนเพ่งเล็งในที่สุด

9. ใส่ความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน
ความคิดสร้างสรรค์ เป็นเชื้อเพลิงให้กับนวตกรรมใหม่ๆ ในการทำงาน แม้จะดูเหมือนว่าเราเพิ่งเข้ามาทำงาน หรือว่า อาจจะทำงานมาสักระยะแล้ว แต่เรื่องความคิดสร้างสรรค์ เป็นเรื่องของมุมมอง ที่เราจะทำให้ดีกว่าเดิม เราจะพัฒนาเนื้องานของเราจากที่เคยมีคนมาก่อน ให้ดีกว่าเดิมได้อย่างไร โดยไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกับนโยบายบริษัท หรือว่า ทำให้เพื่อนร่วมงานคนอื่น หมั่นไส้ เราได้ ก็ต้องขอบอกไว้เลยว่า เมื่อเราทำงานไปแล้วเราอาจจะเริ่มมองหา “ช่องโหว่” ของการทำงานที่เราต้องเจออยู่ทุกวัน ทุกครั้ง แล้วเอา
ปรับปรุงให้ดีขึ้น พูดแบบนี้ อาจจะไม่เห็นภาพใช่ไหม เอาละ เอาดินสอกับกระดาษมา ผมจะวาดภาพให้ดู จะได้ Get กันเลย …

คุณโจ้.. ทำงานเป็น บก. นิตยสารชื่อดังแห่งหนึ่ง วันหนึ่ง ๆ ต้องคอยตรวจสอบบทความ หารูปภาพมาทำงาน และต้องประชุมกองในทีม อยู่บ่อยครั้ง ทำให้พลาดลืมนัดหมายต่าง ๆ มากมาย แม้จะโน้ตนัดหมายไว้ในโทรศัพท์มือถือแล้วก็ตาม ดังนั้น และมากไปกว่านั้นก็คือ มีโทรศัพท์ติดต่อเข้ามาบ่อยมาก ๆ ทำให้เขาเสียเวลากับการติดต่องานมากมายและบางทีเขาเองก็ต้องเดินไปหาเจ้าหน้าทีคนอื่นเพื่อประสานงานบ่อยจนทำให้เขาต้องเสียเวลาเดินไปเดินมาในบริษัทมากนัก นี้คือสิ่งที่ทำให้ คุณตั้มของเรา ปวดกระบาลกับการทำงานอย่างมาก จนวันหนึ่ง เขาก็เริ่มถามตัวเองว่า เราจะเอาความคิดสร้างสรรค์มาบริหารการทำงานที่เวียนหัวแบบนี้ได้อย่างไร เขาเริ่มบริหารจัดการใหม่ เวลามีเอกสารมา เขาจะหาแฟ้มมาใส่ให้เป็นหมวดหมู่เดียวกัน เพื่อป้องกันความสับสน และวางให้เป็นก้อนเดียวกันเวลาเปิดอ่านก็จะง่ายขึ้น และทำสรุปเรื่องราวที่สำคัญ ๆ ไว้ในกระดาษชุดเดียวกัน นอกไปจากนั้นความคิดสร้างสรรค์ต่อมาก็คือ การรับโทรศัพท์ เขาจะเริ่มรับสายที่สำคัญ ๆ เท่านั้น เรื่องบางเรื่องให้โอเปอรเรเตอร์รับสายและฝากข้อความไว้ก่อน เวลาเสร็จงานที่กำลังทำอยู่ เขาถึงจะโทรกลับหรือไม่ก็ตามงานนั้นอีกที ทำให้เขาทำงานได้อย่างต่อเนื่องไม่สะดุด ……และอันดับต่อมา เนื่องจากการเดินไปเดินมาแต่ละที ทำให้เสียเวลาพอสมควร เขาเริ่มใช้โทรศัพท์ติดต่อสายภายในแทน เพื่อเจรจาเรื่องที่จะต้องประสานงานทำให้ประหยัดเวลาหรือบางทีเอา BB คุยกันเรื่องงานแทนการเดินไปด้วยซ้ำ ทำให้ประหยัดเวลาในการเดินไปเดินมาได้พอสมควร นี้ก็เป็นไอเดียเล็กๆ ในการ ผสม “ความคิดสร้างสรรค์” ในการทำงานจริง ๆ แล้วเรื่องนี้ สามารถนำไปประยุกต์ได้มากมาย หากเราได้ลอง ตั้งคำถามว่า “เราจะทำได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ได้อย่างไร” แล้วเริ่มคิดหาคำตอบ มองหาตัวเลือกอื่น ๆ ในการทำงานให้มีความสะดวกมากขึ้น ประหยัดเวลามากขึ้น ได้เนื้องานได้มากขึ้น … อย่าลืมนะครับ ใส่ความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานของคุณดู แล้วจะรู้ว่ามันสนุกมาก

10. ลงทุนกับอนาคตการทำงานของตัวเอง
บ่อยครั้ง พอพูดถึงเรื่องลงทุน มักจะโดนโยงภาพไปยังการลงทุนในเรื่องการเงินเสมอ ๆ แต่เรื่องการทำงานก็สามารถลงทุนได้เช่นกัน เพียงแต่ว่าเราอาจจะไม่ได้เคยคิดมาก่อนเลยว่า “อนาคตของการทำงาน” ของเราสามารถลงทุน เพื่อเก็บเกี่ยวในอนาคตได้เช่นกัน การลงทุนเรื่องการทำงาน เป็นผลดีในระยะสั้น และระยะยาว ขึ้นกับว่าเราเองอยากจะก้าวหน้าไปในทิศทางไหน พอทำงานมาสักระยะ เราอาจจะเริ่มรู้ตัวแล้วว่า เราอยากจะก้าวหน้าต่อ หรือว่าเราอยากจะพัฒนาศักยภาพให้เต็มที่ในองค์กรเดิมแล้วไปโตต่อในองค์กรที่ใหญ่ขึ้น เป็นต้น ดังนั้น การลงทุนเรื่องการทำงาน เป็นสิ่งที่จะต้องวางแผนมาพอสมควร และชัดเจนอย่างมากครับ เรามาเริ่มต้นลงทุนกันดีกว่า การลงทุนทำได้หลากหลายช่องทางเป็นต้นว่า ลงทุน หาหนังสือที่เกี่ยวกับเนื้องานของเรามาอ่าน เพื่อเพิมพูนความรู้ หมั่นแวะเข้าร้านหนังสือ หาเรื่องราวเหล่านี้มาเติมสมอง อัพเดทเรื่องราวที่สำคัญๆ เพื่อทำให้เราทันกระแส รู้เรื่องราวในวงการที่เราทำงานอยู่ นิตยสาร หนังสือ แม้แต่เนื้อหาในอินเตอร์เนทเดี้ยวนี้ แพร่กระจายกันเหมือนไวรัส ที่เต็มไปหมด อยู่ที่เราจะคลิ๊กหาหรือเปล่าเท่านั้นเองครับ

ลงทุนเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น เพื่ออัพเกรดวุฒิ อัพเกรดเงินเดือน หรือว่าตำแหน่ง ขึ้นอยู่กับโอกาส เวลา จังหวะที่เราจะมองหาด้วยนะครับ

ลงทุนในเรื่องเครือข่าย ความสัมพันธ์ในการผูกมิตรกับเพื่อน ๆ ที่ทำงาน หรือว่าลูกค้า สร้างมิตรภาพที่ดีต่อกันไว้ในอนาคต หากว่าต้องใช้เครือข่ายเหล่านี้ ในการต่อยอด แต่ควรทำด้วยความระมัดระวัง และไม่เป็นการเจตนาแอบแฝงเกินไป เพราะหลายครั้ง ความไม่จริงใจ ในการผูกมิตรนำมาซึ่ง ผลร้ายที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองด้วยซ้ำดังนั้นควรจริงใจและสม่ำเสมอในการติดต่อสื่อสารกับมิตรภาพมากกว่าหวังผลเพียงเครือข่ายอย่างไม่จริงใจ !!!

ลงทุนในการหมั่นหาจุดบกพร่องของตัวเองในการทำงาน ประเมินประสิทธิภาพการทำงานของตัวเอง เพื่อปรับปรุง หัดตั้งคำถามกับตัวเองกับการทำงานที่ผ่านมา และเรียนรู้ที่จะแก้ไข ปรับปรุง เพื่อเป็นการยกระดับกับการทำงานของตัวเองให้ดีขึ้น ๆ ไม่ใช่ว่าเพื่อรางวัลพนักงานดีเด่นประจำปีเท่านั้นหรอกนะครับ แต่เพื่อตัวเราเองทั้งนั้นครับ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากกว่า เงินรางวัลใด ๆ ทั้งสิ้นครับ …

เป็นไงบ้างครับ กับ 10 ข้อของการเริ่มต้นการทำงาน แม้จะดูยากอยู่บ้างในบางครั้ง แต่ลองหาโอกาสค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ ฝึกฝนไปแต่ละวัน แต่ละเดือนครับ แล้วคุณจะเข้าใจว่า การก้าวหน้าในหน้าที่การงานนั้น สามารถเกิดขึ้นได้จริงๆ โดยไม่ต้องพึ่งปาฎิหารย์แต่อย่างใด ขอให้เราตั้งใจจริงในการทำงาน รักในงานที่ทำ และกล้าที่ปรับเปลี่ยนตัวเองวิเคราะห์ตัวเอง มองหาโอกาสอยู่รอบตัว …เพราะถ้าคุณไม่เคยตั้งคำถาม คุณจะไม่มีวันได้รับคำตอบครับ !!!


คนส่วนใหญ่มักจะ หางาน ทำเพิ่ม เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม วันนี้เรามอง หางาน  จากงานที่เราต้องการ ส่วนมากมักจะ หางาน ในที่ต่างๆ แต่ในอินเตอร์เน็ตนั้น เป็นอีกที่หนึ่งที่คุณสามารถ หางาน เพื่อทำเงินกับมันได้ เพียงแค่คุณเปิดใจที่จะ หางาน ทำได้ด้วยตัวคุณเอง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรายได้ทางไหน จุดเริ่มต้นอยู่ที่เรา หางาน กันทั้งหมด งานออนไลน์ ก็เป็นงานหนึ่งที่น่าจับตามอง


แสดงความคิดเห็น

Scroll Up
error: Content is protected !!
%d bloggers like this: